เม่าวอลล์สตรีท

ของเล่นใหม่ของ “เม่าวอลล์สตรีท” หลังหมดกระแส GameStop

หุ้นกัญชา : ของเล่นใหม่ของ “เม่าวอลล์สตรีท” หลังหมดกระแส GameStop

ราคาหุ้นของบริษัทในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ cannabis ซึ่งเป็นพืชในสกุลกัญชงและกัญชา ต่างพุ่งขึ้นวานนี้ โดยได้แรงหนุนจากนักลงทุนรายย่อยกลุ่มเดียวกับที่เคยปั่นราคาหุ้น GameStop ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นักลงทุนรายย่อยในห้อง WallStreetBets “เม่าวอลล์สตรีท”ซึ่งมีสมาชิกกว่า 7.6 ล้านรายบนเว็บบอร์ด Reddit ต่างโพสต์ข้อความชักชวนสมาชิกรายอื่นให้เข้าซื้อหุ้นกลุ่ม cannabis โดยเชื่อมั่นว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะดีดตัวขึ้น จากการคาดการณ์ที่ว่ารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดนจากพรรคเดโมแครต จะออกกฎหมายเพื่อให้มีการนำ cannabis มาใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย

การแห่เข้าซื้อหุ้นกลุ่ม cannabis ส่งผลให้ราคาหุ้น Tilray พุ่งขึ้น 50% วานนี้ และทะยานขึ้นมากกว่า 670% จากต้นปีนี้, หุ้น Canopy Growth พุ่ง 6% วานนี้ และทะยานขึ้น 110% จากต้นปีนี้ ส่วนหุ้น Aphria พุ่ง 10% วานนี้ และทะยานขึ้น 280% จากต้นปีนี้ ขณะที่หุ้น Aurora Cannabis พุ่ง 20% วานนี้ และทะยานขึ้นมากกว่า 120% จากต้นปีนี้

นอกจากนี้ ปัจจัยหนุนการดีดตัวของหุ้นกลุ่ม cannabis ยังมาจากแนวโน้มการควบกิจการกันระหว่างบริษัท Tilray และ Aphria

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เตือนว่าการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่ม cannabis ดังกล่าว อาจสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน และจะร่วงลงในที่สุดเหมือนราคาหุ้น GameStop ufabet

หุ้นยักษ์แห่งวอลสตรีท

หุ้นแอปเปิล

“สุดยอดหุ้น” ที่กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในวันนี้ ถ้าเราลงทุนซื้อหุ้นเมื่อสิบปีที่แล้วและถือมาจนถึงวันนี้ ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้นของเราจะเท่ากับปีละ 24.32% เงิน 1,000 เหรียญจะกลายเป็น 8,818 เหรียญ หรือเงินโตขึ้นเกือบ 9 เท่าในเวลา 10 ปี  นี่สำหรับผมแล้วก็เป็นเรื่อง Surprise! หรือความผิดคาด เพราะผมเองเคยตั้งเกณฑ์ว่าหุ้นที่จะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” นั้น จะต้องโตขึ้นอย่างน้อย 10 เท่าในเวลา 10 ปี หรือให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 26%  และก็เคยแสดงให้เห็นว่าในตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น มีหุ้นแบบนี้กว่า 10 ตัว ดังนั้น ถ้าถือตามเกณฑ์นี้ หุ้นแอปเปิลก็ไม่ถึงจุดที่เป็นซุปเปอร์สต็อกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

หุ้น NETFLIX

ที่กำลังโด่งดังจากการให้บริการภาพยนตร์ซีรีผ่านโปรแกรม Streaming แบบบอกรับเป็นสมาชิก ถ้าเราลงทุนเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่บริษัทยังเล็ก เงิน 1,000 เหรียญจะกลายเป็น 69,835 เหรียญ หรือโตขึ้น เกือบ 70 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปีถึง 52.9% อย่างไรก็ตาม คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับเราที่ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักบริษัทเลยเมื่อ 10 ปีก่อนที่จะเข้าไปเลือกหุ้นตัวนี้ได้ถูกต้องเมื่อเทียบกับหุ้นแอปเปิลที่ดังมากแล้วตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน

หุ้นกูเกิล

ที่หลายคนบอกว่าไม่มีใครทาบได้ในแง่ความสามารถในการแข่งขัน 10 ปีที่ผ่านมาเงิน 1,000 เหรียญโตขึ้นเป็นเพียง 2,940 เหรียญ ให้ผลตอบแทนเพียงปีละ 11.39% ซึ่งน่าจะน้อยยิ่งกว่าซื้อกองทุนรวมอิงดัชนีในตลาดหุ้นไทย และนี่ก็คือการลงทุนในหุ้นที่มีขนาดใหญ่และโด่งดังมากจนคนรู้จักไปทั่วโลกแล้ว

หุ้นวอลท์ดิสนีย์

หุ้นธุรกิจยุคเก่าที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมานาน เงิน 1,000 เหรียญกลายเป็น 3,273 หรือให้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 12.59% นี่ก็เป็นผลงานที่น่าทึ่งมากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบริษัทสื่อจำนวนมากที่ต้องล้มหายตายจากไป

โค๊ก

หุ้นหลักเก่าแก่ตัวหนึ่งของบัฟเฟตต์ที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นโตขึ้นจาก 1,000 เป็น 2,095 เหรียญ หรือให้ผลตอบแทนปีละแค่ 7.68% พอ ๆ กับดัชนีตลาดหุ้น S&P ของสหรัฐ ดูเหมือนว่าโค๊กอาจจะกำลังกลายเป็น “อดีต” ซุปเปอร์สต็อกตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

หุ้นวอลมาร์ท

ที่กำลังต้องต่อสู้กับการถูก Disrupted หรือทำลายโดย E-Commerce ช่วง 10 ปี เงิน 1,000 ที่ลงทุนในหุ้นวอลมาร์ท ก็ยังโตขึ้นเป็น 2,158 เหรียญ หรือได้ผลตอบแทนปีละ 8% แบบทบต้น และนี่ก็อาจจะแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของอดีตซุปเปอร์สต็อกที่ “ตายยาก” หรืออาจจะตายอย่างช้า ๆ มีเวลาให้คนขายหุ้นได้ทัน

ไมโครซอฟท์

“ยักษ์ดิจิตอล” ที่เก่าแก่ที่สุดตัวหนึ่ง เงินลงทุน 1,000 เหรียญในช่วง 10 ปีโตขึ้นเป็น 2,893 เหรียญ ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 11.21% ไม่โดดเด่นมากแต่ก็ไม่เลวนักสำหรับหุ้นยักษ์ที่คนถือแล้ว “สบายใจ” เพราะยังไงเสียไม่มีใครมาแทนวินโดว์ได้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *